Paracetamol

Aspirin

Diclofenac

Ibuprofen

Indomethacin

Mefenamic acid

Naproxen

Sulindac

Piroxicam

Celecoxib

Rofecoxib

Diflunisal

Etodolac

Ketoprofen

Nabumetone

 

ข้อบ่งใช้ (Therapeutic indications)

ยานี้เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้บรรเทาอาการปวด ข้อบวม ข้อขัด และร้อนแดง อันเนื่องมาจากข้ออักเสบ โรคเกาต์ ใช้ รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน ปวดมะเร็ง ปวดศีรษะ ปวดหลังการผ่าตัด และคลอดบุตร

รูปแบบของยา (Dosage forms)

ยานี้มีขายในรูปยาเม็ดขนาด 250, 275 และ 500 มิลลิกรัม

ชีวอนุเคราะห์ และเภสัชจลนศาสตร์ (Bioavailability and pharmacokinetics)

naproxen ในรูปยารับประทานถูกดูดซึมได้ดี มีค่า bioavailability 100% ค่า Cmax (peak plasma level) ขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ ส่วนค่า Tmax ของ regular release เป็น 2-4 ชั่วโมง controlled release มีค่า 5 ชั่วโมง และรูปแบบยาทามีค่า 24 ชั่วโมง ยานี้ในรูปแบบ regular release จะเริ่มออกฤทธิ์บรรเทาปวดหลังรับประทาน 2 ชั่วโมง บรรเทาอาการของโรคเกาต์ใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง และบรรเทาโรคข้อหลังรับประทาน 2 สัปดาห์

อาหารทำให้การดูดซึมของยา naproxen ช้าลงเล็กน้อย แต่ไม่มีนัยสำคัญ

ยานี้มี total protein binding 99% พบใน synovial fluid มากกว่าความเข้มข้นในพลาสมา 0.5 เท่า มีค่า volume of distribution(Vd) 0.16 L/kg

metabolism ยานี้ถูกทำลายที่ตับเป็นส่วนใหญ่ ได้ metabolites ที่ inactive

การขับถ่าย ยานี้จะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะทั้งหมด 95% และมี 5-6% ถูกขับถ่ายในรูปเดิม ส่วนการขับออกทางน้ำนมยังไม่ทราบผลที่แน่ชัด และไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงมีครรภ์

ยานี้มี elimination half-life 12-15 ชั่วโมง

ขนาดยาที่ใช้ (Dosage range)

โดยทั่วไปรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น การรักษาข้ออักเสบอาจใช้เวลานานถึง 2-3 สัปดาห์ โดยรับประทานขนาด 250-500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง สำหรับบรรเทาอาการปวดบวมจากโรคเกาต์เริ่มรับประทานขนาด 750 มิลลิกรัม จากนั้นรับประทานขนาด 250 มิลลิกรัมทุก 8 ชั่วโมงพร้อมอาหาร สำหรับบรรเทาอาการปวดจากสาเหตุอื่นรับประทานขนาด 250-500 มิลลิกรัม ทุก 6-8 ชั่วโมงพร้อมอาหาร เมื่อมีอาการปวด หากไปพบแพทย์หรือเภสัชกรให้ใช้ขนาดตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

อาการไม่พึงประสงค์และพิษ (Known adverse effects and toxicities)

>10%

Central nervous system: dizziness

Dermatologic: rash

Gastrointestinal: abdominal discomfort, nausea , heartburn, constipation, GI bleeding, ulcers, perforation, indigestion,

1-10%

Central nervous system: headache, nervousness

Dermatologic: itching

Endocrine & metabolic: fluid retention

Gastrointestinal: vomiting

Otic: tinnitus

<1%

acute renal failure, agranulocytosis, allergic rhinitis, anemia, angioedema, arrhythmias, aseptic meningitis, blurred vision, bone marrow suppression, confusion, congestive heart failure, conjunctivitis, cystitis, decreased hearing, drowsiness, dry eyes, edema, epistaxis, erythema multiforme, fatigue, gastritis, GI ulceration, hallucinations, hemolytic anemia, hepatitis, hot flashes, hypertension, inhibits platelet aggregation, insomnia, leukopenia, mental depression, peripheral neuropathy, polydipsia, polyuria, prolongs bleeding time, renal dysfunction, shortness of breath, Stevens-Johnson syndrome, tachycardia, thrombocytopenia, toxic epidermal necrolysis, urticaria

พิษวิทยา

ไม่พบว่ายานี้ทำให้เกิด teratogenic

พิษจากการได้รับยาเกินขนาด

อาการที่เกิดเมื่อได้รับยาเกินขนาด คือ ง่วงซึม แสบหน้าอก อาเจียน CNS depression, leukocytosis, ไตวาย

ส่วนการรักษา คือ ให้การรักษาตามอาการ อาจให้สารน้ำเพื่อช่วยแก้อาการความดันโลหิตต่ำ ยกเว้นถ้าอาการนี้เกิดจากการเสียเลือด

อันตรกิริยาระหว่างยา (Drug interactions)

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างยากับยา (Drug-Drug interaction)

Anticoagulants

เมื่อใช้ร่วมกับ mefenamic acid จะเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการเลือดไหลไม่หยุดได้ เนื่องจากจะเพิ่มโอกาสในการเกิด hypoprothrombinemia ทำให้เกิด gastric erosion และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด

นอกจากนี้การใช้ยา NSAIDs ร่วมกับยาในกลุ่ม low molecular weight heparin anticoagulants ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิด augmented bleeding และ epidural หรือ spinal hematomas จะเพิ่มขึ้น ในผู้ที่เกิด hematomas นี้ส่วนใหญ่จะมีผลในระยะยาว หรือเกิดการอัมพาตอย่างถาวร ความเสี่ยงในการเกิด epidural หรือ spinal hematomas จะเพิ่มขึ้น เมื่อใช้ยากลุ่ม low molecular weight heparins หรือ heparinoid ร่วมกับ NSAIDs ในผู้ที่เคยเจาะ spinal หรือ epidural มาก่อน ดังนั้นจึงควรหยุดยาที่มีคุณสมบัติยับยั้ง platelet ก่อนเริ่มใช้ยาในกลุ่ม low molecular weight heparin หรือ heparinoid

Immunosuppressive agents

การใช้ยา NSAIDs ร่วมกับ cyclosporine ทำให้เพิ่มระดับของ cyclosporin ในกระแสเลือด ทำให้เกิด nephrotoxicity และเพิ่มความเข้มข้นของ creatinine ใน plasma

renal function ที่เสื่อมลงในกรณีนี้จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้ NSAIDs กลไกที่ทำให้ cyclosporine มีความเข้มข้นสูงขึ้นยังไม่ทราบแน่ชัด และอาจไม่เกี่ยวกับการใช้ร่วมกับ NSAIDs

ส่วนยา tacrolimus ซึ่งเป็น macrolide antibiotic ด้วย มีรายงานการเกิด anuria หรือ oliguria ในผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนตับ เมื่อใช้ร่วมกับ ibuprofen (เป็นการใช้ยาระยะสั้น 3-4 ครั้ง) โดยความเข้มข้นของ tacrolimus จะอยู่ในระดับต่ำจนถึงปานกลาง ปฏิสัมพันธ์นี้ขึ้นกับระยะเวลาในการใช้ยาด้วย กลไกที่น่าจะเป็นไปได้ในคนไข้ที่มีสภาวะ liver dysfunction คือยา NSAIDs จะมีผลต่อ prostaglandin ที่ไตมาก การสร้าง proataglandin ที่ไตจะถูกยับยั้งด้วย NSAIDs เช่น ibuprofen

NSAIDs

การใช้ NSAIDs ร่วมกันจะมีผลทำให้ผลข้างเคียงของ NSAIDs รุนแรงขึ้น (peptic ulcer, GI bleeding และ/หรือ perforation) โดยเพิ่มการระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร

Lithium

NSAIDs ลดการขับ Lithium ออกทางปัสสาวะ ทำให้ระดับ Lithium ในเลือดสูง อาจแก้ปัญหาโดยลดขนาดการใช้ Lithium ลง หรือเปลี่ยนการใช้ NSAIDs จากตัวที่ใช้เดิมเป็น aspirin หรือ sulindac แทน

Diuretic

NSAIDs จะลดฤทธิ์ขับปัสสาวะและฤทธิ์ลดความดันโลหิตของ loop diuretics thiazide diuretics และ potassium sparing diuretics เช่น spironolactone จะเสียฤทธิ์การขับ Na furosemide จะเสียฤทธิ์การขับปัสสาวะ Na และฤทธิ์ลดความดัน

loop diuretics ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการขนส่ง Chloride ที่ Henles loop และเพิ่ม renal blood flow และการหลั่ง prostaglandin ในไต ตามทฤษฎีแล้วการยับยั้ง prostaglandin โดย NSAIDs จะยับยั้งกลไกนี้ได้ ปฏิกิริยาของกลไกนี้ยังไม่ชัดเจน มันจะเกิดขึ้นโดยมีความสัมพันธ์กับผลการขนส่ง Chloride ไปที่ distal tubule เท่าๆ กับผลของ renal prostaglandin ในผู้ป่วยที่ sodium balance จะพบผลนี้อยู่ในขอบเขตของการเกิดปฏิสัมพันธ์ แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ดีพอที่จะบอกความแตกต่างของผลจาก NSAIDs เฉพาะตัวไป แต่ยังคงมีคำเตือนอยู่เมื่อใช้ยากลุ่ม loop diuretics ร่วมกับ NSAIDs

NSAIDs จะลดฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ และฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยากลุ่ม potassium sparing diuretics ด้วย ค่า creatinine clearance จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้ triamterene ร่วมกับ NSAIDs พบว่าทำให้เกิด reversible renal failure อย่างเฉียบพลัน ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง NSAIDs ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิด hyperkalemia โดยเป็นเหตุให้เกิด hyporeninemic hypoaldosteronism อาจเป็นไปได้ว่ามันเพิ่มการดึง Potassium กลับทำให้เกิด hyperkalemia อย่างมีนัยสำคัญ

Antineoplastic agents

NSAIDs ลดการขับ methotrexate ออกทางปัสสาวะทำให้ระดับยา methotrexate ในเลือดสูงจนอาจเกิดพิษได้ จึงไม่ควรให้ร่วมกันในช่วง 10 วันหลังให้ high-dose methotrexate ถ้าจำเป็นต้องให้ก็ต้อง monitor พิษอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ myelosuppression และ gastrointertinal toxicity ส่วนการให้ NSAIDs ร่วมกับ low-dose methotrexate นั้นส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะทนได้

Antibiotic กลุ่ม fluoroquinilone

เมื่อให้ยากลุ่มนี้ร่วมกับ NSAIDs จะเพิ่มโอกาสเกิดอาการชักได้ เนื่องจากการยับยั้ง GABA ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้นจึงทำให้เกิดอาการชัก

Antidiabetic agents

NSAIDs บางตัวมีข้อควรระวังในการใช้ร่วมกับ sulfonylureas เพราะอาจทำให้เกิด hypoglycemia ได้ ข้อควรระวังนี้อาจขึ้นกับความเข้มข้นของ sulfonylureas อิสระจะเพิ่มขึ้นเมื่อให้ร่วมกับ salicylates และ NSAIDs บางชนิด ซึ่งยับยั้ง cytochrome P450 และ/หรือแย่งจับโปรตีนกับ sulfonylureas ที่ binding site เดียวกัน เช่น phenylbutazone, oxyphenbutazone อย่างไรก็ตาม การใช้ยา sulfonylureas ร่วมกับ NSAIDs ก็ไม่ได้เกิด hypoglycemia ทุกครั้ง อาจเป็นไปได้ว่าอาจเกิดปฏิสัมพันธ์น้อยใน NSAID ส่วนใหญ่

ข้อควรระวัง (Precautions)

bullet ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่เคยแพ้ยานี้ หรือ aspirin หรือยาแก้โรคปวดข้ออื่นๆ
bullet ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ที่เคยเป็นโรคกระเพาะ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร หรือกำลังเป็นอยู่
bullet ระวังการใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคตับ หรือโรคไต หรือ Pre-existing infection
bullet ระวังการใช้ในผู้ที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
bullet ควรระวังการใช้ยา naproxen, naproxen-EC และ naproxen sodium ร่วมกัน เพราะเป็นยาขนิดเดียวกัน จึงไม่ควรให้ร่วมกัน
bullet ควรตรวจตาในผู้ป่วยที่มีการมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป หลังจากได้รับยา

โรคและอาการ

ยา

คำแนะนำการใช้ยา

การใช้ยาทางคลินิก

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

staff

 

Ѻ˹áྨԡҪ