เฉลยข้อสอบวิชาชีววิทยา

1. เฉลย 3)

วัฏจักรของเซลล์มี 4 ระยะ คือ G1, S, G2 และ M ระยะ G1 เป็นช่วงเวลาหลังจากเซลล์แบ่งตัวระยะ S (synthesis) เป็นระยะที่เซลล์มีการสร้าง DNA เพิ่มเป็น 2 เท่า ระยะ G2 เป็นระยะที่เซลล์จะมีการแบ่งไมโตซิส และระยะสุดท้าย M (mitosis) เป็นระยะที่เซลล์แบ่งตัวเริ่มจากโปรเฟสถึงเทโลเฟส

2. เฉลย 2)

เซลล์ตับเป็นเซลล์ที่จัดอยู่ในพวกเซลล์ที่ปกติไม่แบ่งตัวอีก มักอยู่ในระยะพัก G0 (บางตำรา) แต่ในที่นี้ให้เป็น G1 เซลล์ตับอาจมีการแบ่งตัวได้ เมื่อมีสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสม เช่น ตัดบางส่วนของเซลล์ตับออก เซลล์ตับก็อาจมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ได้บ้าง

3. เฉลย 1)

เซลล์ในระยะไมโตซิส (M) จะมีความไวต่อรังสีมากที่สุด สารพวกโปรตีนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นตัวทำให้เซลล์ทนต่อรังสีได้มากที่สุด ดังนั้นเซลล์ในระยะ S จะมีความไวต่อรังสีน้อยกว่าระยะอื่น ๆ

4. เฉลย 1)

เซลล์มะเร็งจะมีการเจริญเติบโตเร็วมาก ดังนั้น เซลล์จะอยู่ในระยะไมโตซิส มีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา

5. เฉลย 4)

วงจรการทำงานของหัวใจแบ่งเป็น 2 ส่วน

    1. Disatole เกิดขึ้นในส่วนของหัวใจห้องบน (atrium) ทั้งสองห้องที่มีเลือดบรรจุเต็ม ทำให้ลิ้นหัวใจ tricuspid (ลิ้นที่กั้นห้องบน-ล่างขวา) และ mitral valve (ลิ้นที่กั้นห้องบน-ล่างซ้าย) ปิดก่อให้เกิดเสียง "LUB"
    2. Systole เป็นจังหวะการทำงานของหัวใจห้องล่างขวา และซ้ายที่มีการหดตัวและดันเลือดออกจากหัวใจ เมื่อสิ้นสุดจังหวะ systole นี้แล้ว จะทำให้ลิ้นหัวใจ semilunar valve ปิด เกิดเสียงครั้งที่สอง"DUB"

6. เฉลย 1)

ออกมาสู่พลาสมา (90% อยู่ในพลาสมา) แล้วมีการขนส่ง CO2 ต่อไปยังปอด เพื่อขับออกสู่ภายนอกบ่อหน้า ปริมาณ CO2 น้อยมาก ที่ละลายในน้ำ ของพลาสมา คิดแล้วประมาณ 5% และอีก 5% ที่เหลือจะอยู่รวมกับฮีโมโกลบิน

7. เฉลย 3)

Seminal vesicle เป็นถุงยาวประมาณ 5 ซม. มีอยู่ 2 ข้าง อยู่ด้านล่างของ urinary bladder และด้านหน้าของ rectum ทำหน้าที่สร้างสารเมือกเป็นด่าง ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล fructose มาก เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของ semen ประมาณ 60% เป็นแหล่งพลังงานในการเคลื่อนที่ของ sperm

Prostate gland (ต่อมลูกหมาก) มีต่อมเดียวรูปร่างคล้ายโดนัท อยู่ใต้ urinary bladder และหุ้มรอบท่อ ปัสสาวะส่วนต้น ทำหน้าที่สร้างสารเป็นด่างส่งเข้าไปในท่อปัสสาวะ เป็นส่วนประกอบของ semen ประมาณ 13-33% ช่วยให้ sperm เคลื่อนที่ไปได้ ในผู้ชายสูงอายุ พบว่า ต่อมลูกหมากนี้ มักจะโต ดันท่อปัสสาวะให้แคบเกิดปัญหาในการถ่ายปัสสาวะขึ้น ต่อมลูกหมากโต อาจจะเป็นเนื้องอกธรรมดา หรือเป็นมะเร็งก็ได้ มะเร็งต่อมลูกหมากเกิดได้ 5-10% ในจำนวนทั้งหมด ที่เกิดต่อมลูกหมากโต

Bulbourethral gland (Cowper’s gland) พบเป็นคู่มีรูปร่างคล้ายถั่วขนาดเล็ก อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก มีท่อยาวประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งจะต่อเนื่องกับท่อปัสสาวะส่วนปลาย สร้างสาร เป็นด่าง หล่อลื่น ท่อปัสสาวะ เป็นเมือกใส ๆ

Semen (Seminal fluid) เป็นส่วนผสมของ sperm และสารที่สร้างจาก seminal vesicles, prostate gland และ bulbourethral glands มี PH 7.20-7.60 Ejaculation 1 ครั้ง = 2.5-5c.c Sperm เฉลี่ย 50-100 ล้าน/c.c (ถ้าต่ำกว่า 20 ล้าน/c.cมักจะเป็นหมัน) ใน semen มี antibiotic เรียก seminaplasmin ซึ่งสามารถจะทำลายแบคทีเรียได้

8. เฉลย 3)

รังสีจากดวงอาทิตย์ เป็นรังสีที่ออกมาในรูป คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีแกมมา, เอกซ์, อุลตราไวโอเลต, รังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า และรังสีอินฟาเรด รังสีที่สามารถผ่านชั้นบรรยากาศมายังผิวโลก คือ รังสีอุลตราไวโอเลต รังสีที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (visible light) และรังสีอินฟาเรด

9. เฉลย 1)

10. เฉลย 3)

เพราะการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโตซิสไม่จำเป็นที่จะต้องมีการเข้าคู่ของ homologous chromosome

11. เฉลย 3)

ภาพ (a) และ (b) เป็นภาที่ตัดลำต้นตามขวางมีมัดท่อลำเลียงน้ำและอาหารเรียงตัวเป็นระเบียบ เรียก ORDERED VASCULAR BUNDLE ตรงกลางลำต้นจะมีเซลล์พาเรนไคมาที่มีชีวิตและมีผนังบาง ทำหน้าที่เก็บอาหารและน้ำ ภาพ ( c) เป็นภาพตัดตามขวางขอลำต้นพืช เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีพิษ แต่มีมัดท่อน้ำและอาหารเป็นแบบ SCATTERED VASCULAR BUNDLE

12. เฉลย 3)

13. เฉลย 1)

14. เฉลย 1)

ผลแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. ผลเดี่ยว เกิดจากดอกเดียวและรังไข่ใบเดียวมีหนึ่งหรือหลายห้องที่ติดกัน เช่น พุทรา
  2. ผลกลุ่ม เกิดจากดอกเดียว รังไข่มีหลายห้องที่แยกกัน เช่น น้อยหน่า ลูกผกากรอง ลูกหวาย ลูกกระดังงา สตรอเบอรี่ เป็นต้น
  3. ผลรวม เกิดจากดอกช่อ เช่นขนุน สับปะรด สาเก ลูกยอ และมะเดื่อ เป็นต้น

จากรูปดอก raspberry จะเห็นว่า ดอกเป็นดอกเดียว ที่มีรังไข่หลายใบ ที่ตั้งบนฐานรองดอก ที่แยกออกจากกันซึ่งแต่ละรังไข่จะเจริญมาเป็นผล โดยมีฐานรองดอก ที่เจริญกลายเป็นเนื้อ มาหุ้มผลแต่ละผล

15. เฉลย 3)

Primordial germ cell คือ เซลล์เริ่มต้นที่จะเจริญไปเป็นเซลล์สืบพันธุ์ มีโครโมโซมสองชุด (2n หรือ ดิปลอยด์) เซลล์ชนิดนี้ จะมีการแบ่ง แบบไมโตซิสให้เซลล์ใหม่มากมายซึ่งเจริญเป็น primary oocyte (2n) primary oocyte จะแบ่งแบบไมโอซิสได้ secondary oocyte ที่มีโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่ง และ secondary oocyte จะแบ่งไมโอซิส II ได้ โอวัม และ polar body ต่างก็มีโครโมโซม 1 ชุด

16. เฉลย 2)

ไข่ที่ตกไปที่ปีกมดลูก ส่วนมากเป็นระยะ secondary oocyte ไข่รออสุจิได้ 1 วัน ที่ปีกมดลูก อสุจิรอไข่ได้ 2 วัน เมื่อ secondary oocyte ถูกผสมกับสเปิร์มจึงจะมีการแบ่งแบบไมโอซิส II ต่อไปเพื่อให้โอวัม และ polar body ต่อไป

17. เฉลย 1)

ปฏิกิริยา exergonic เป็นปฏิกิริยาที่มีการปล่อยพลังงานออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ดังสมการเผาผลาญสารคาร์บอนต่อไปนี้

C + O2 -------> CO2 + พลังงาน

18. เฉลย 2)

19. เฉลย 4)

20. เฉลย 1)

เนื่องจากโครโมโซมประกอบไปด้วย DNA ในเซลล์ที่เป็นแฮปลอยด์จะมีปริมาณ DNA เป็น 2X ได้แก่ เซลล์ตับ เซลล์ร่างกายทั่วไป ยกเว้น เซลล์เม็ดเลือดแดง (เพราะเซลล์สืบพันธุ์มี DNA แค่แฮปลอยด์)

21. เฉลย 4)

22. เฉลย 4)

23. เฉลย 2)

เซนตริโอล พบเฉพาะในเซลล์สัตว์และโปรติสต์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์ ประกอบด้วยไมโครทิวบูลที่เป็นท่อกลวงเรียงตัวกันในแนวตั้งฉาก 2 ชุด และ มักพบอยู่ กึ่งกลางเซลล์ 24. เฉลย 3)

เวลาตอนกิ่งต้นไม้จะต้องควั่นเอาเปลือกทิ้งเปลือกนี้ คือ bark หรือประกอบด้วย ส่วนภายนอก ของลำต้น ที่ได้แก่ คอร์แทกซ์ และโฟลเอม หลังจากนั้นจะเป็นเมือกลื่น ๆ ที่จะต้องออก เมือกลื่นเหล่านั้นคือ วาสคิวลาร์แคมเบียม หลังจากนั้นท่อไซเลมของทั้งสองกิ่งจะต่อถึงกัน ทำให้เชื่อมต่อกันได้

25. เฉลย 4)

เซลล์พวกนี้ได้แก่ เซลล์พวก parenchyma ที่มีผนังบางและมีชีวิต บางทีอาจเรียกว่า ray

26. เฉลย 2)

ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ชนิดหนึ่งการเคลื่อนที่ของ ไส้เดือนดินเกิด จากการทำงานร่วม กันของกล้ามเนื้อสองชุดของผนังลำตัว โดยมีกล้ามเนื้อชุดหนึ่งเป็นกล้ามเนื้อวงรอบ ๆ ลำตัว ส่วน อีกชุดหนึ่งอยู่ถัดเข้าไปข้างใน เป็นกล้ามเนื้อตามยาวลำตัว นอกจากนี้ไส้เดือนดินยังใช้เดือย (setae) เป็นโครงสร้างเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากผนังลำตัวรอบปล้อง ช่วยในการเคลื่อนที่ด้วย

27. เฉลย 3)

ขบวนการที่เห็นเป็นขบวนการสังเคราะห์สายโพลีเปปไทด์ที่จะรวมตัวกันเป็นโปรตีน

28. เฉลย 2)

เซลล์ในรูปเป็นยูคารีโอตเพราะมีนิวเคลียสและโครงสร้างที่มีเมมเบรนล้อมรอบชนิดอื่น

29. เฉลย 2)

เป็นเซลล์สัตว์ เพราะเห็นเซนตริโออยู่กลางเซลล์

30. เฉลย 2)

การหมุนเวียนของไนโตรเจนในระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตต้องการธาตุไนโตรเจนเพื่อการเจริญเติบโต เนื่องจากธาตุไนโตรเจน เป็นองค์ประกอบ ที่สำคัญของโปรตีน และกรดนิวคลีอิก เป็นธาตุที่พบมากในรูปของก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีอยู่ในบรรยากาศถึงร้อยละ 80 แต่เนื่องจากก๊าซไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อย พืชและสัตว์ไม่สามรถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ธาตุไนโตเจน ที่พืชสามารถ ดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ จะต้องอยู่ในรูปของแอมโมเนีย และเกลือไนเตรด ซึ่งละลายอยู่ในดินและในแหล่งน้ำ ส่วนสัตว์จะได้ธาตุไนโตรเจนจากการกินอาหาร

31. เฉลย 1)

สิ่งมีชีวิตจำพวกจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย ไรโซเบียในปมรากพืชตระกูลถั่ว แบคทีเรียที่ดำรงชีพ อิสระและ สาหร่ายมีเขียมแกมน้ำเงิน บางชนิด จะมีบทบาทอย่างมาก ต่อการหมุนเวียนของไนโตรเจนใน ระบบนิเวศน์ โดยสามารถจำแนกออกเป็นจำพวกต่าง ๆ กัน ได้แก่

  1. แบคทีเรียที่ตรึงไนโตรเจน (nitrogen - fixing bacteria) คือ จุลินทรีย์ที่ เปลี่ยนก๊าซไนโตรเจน เป็นแอมโมเนีย โดยอาศัยเอนไซม์ไนโตรจีเนส (nitrogenase) ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ดังนั้นจึงมักอยู่ในที่ที่ไม่มีออกซิเจน ได้แก่ แบคทีเรียไรโซเบียม (Rhizobium sp.) ซึ่งอาศัยอยู่ในปมของรากพืชตระกูลถั่ว จุลินทรีย์จำพวกนี้ไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสง แต่จะได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตจากรากพืชที่อาศัยอยู่ และใช้สังเคราะห์โปรตีนร่วมกับแอมโมเนีย ที่สังเคราะห์ขึ้นพืชตระกูลถั่ว ได้ประโยชน์โดยสามารถ ดูดซึมแอมโมเนียที่ จุลินทรีย์เหล่านี้สังเคราะห์ขึ้นนำไปใช้ได้ ในแหล่งน้ำก็มีจุลินทรีย์ที่ตรึงไนโตรเจน ได้แก่ ไซยาโนแบคทีเรีย บางชนิดซึ่งไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสง และอาจจะอาศัยอยู่ร่วมกับเฟินในลักษณะเดียวกัน กับไรโซเบียมกับรากพืชตระกูลถั่ว
  2. แบคทีเรียที่สร้างไนเตรด (nitrifying bacteria) คือจุลินทรีย์ที่สามารถ สังเคราะห์เคมีโดย ใช้เกลือไนไตรต์เป็นวัตถุดิบ เพื่อสร้างพลังงาน และได้เกลือไนเตรตเป็นผลิตภัณฑ์ จากปฏิกิริยาดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์ ที่สังเคราะห์เคมี โดยใช้แอมโมเนีย เป็นวัตถุดิบและได้เกลือไนไตรต์ เป็นผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยา
  3. แบคทีเรียที่เป็นผู้ย่อยสลาย (decomposing bacteria) คือจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์จำพวกโปรตีน ยูเรีย และกรดยูริก ซึ่งจะได้ผลิตภัณฑ์เป็มแอมโมเนีย น้ำ และคาร์บอนไดออกไซด์
  4. แบคทีเรียที่ปล่อยไนโตรเจน (denitrifying bacteria) คือ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในที่ซึ่งไม่มีออกซิเจนคือใต้ดินลึก ๆ และได้พลังงานจากการเปลี่ยนเกลือไนเตรดเป็นไนโตรเจน
จุลินทรีย์ทั้ง 4 กลุ่มกังกล่าว ช่วยให้มีการหมุนเวียนของไนโตรเจนในระบบนิเวศน์ ดังรูป

32. เฉลย 2)

33. เฉลย 1)

โครงสร้างทางเคมี ของโปรตีน ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนเรียงต่อกัน ซึ่งกรดอะมิโนมีโครงสร้างทางเคมีดังนี้ คือ

จะเห็นได้ว่า ปลายข้างหนึ่งเป็นกลุ่มอะมิโน (-NH2 = amino group) ซึ่งได้มาจากขบวนการตรึงไนโตรเจน ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งเป็นกลุ่มคาร์บอซิล (COOH = carboxyl group) ซึ่งได้มาจากขบวนการสังเคราะห์แสง ดังแผ่นภาพต่อไปนี้

6CO2 + 12H2O ------------> 6O2 + C6H12O6 + 6 H2O

34. เฉลย 3)

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ จะเริ่มต้นด้วย

การสังเกต
รวบรวมข้อมูล
ตั้งสมมติฐาน
ทดลอง
สรุปผลและวิจารณ์

35. เฉลย 1)

ตัวแปรต้นเป็นตัวแปรที่ต้องการทดลอง

36. เฉลย 1)

พลังงานอาจแปรรูปจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่งได้ แต่สสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลก

37. เฉลย 2)

scavenger เป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตที่กินของเน่าเปื่อยที่เป็นพืชหรือ สัตว์ ส่วน decomposer เป็นผู้ย่อยสลาย

38. เฉลย 1)

จากหลักการถ่ายทอดพลังงาน พลังงานแสง กลายเป็น พลังงานเคมี และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนได้

39. เฉลย 1)

คาร์บอนมอนอกไซด์ มีคุณสมบัติที่จะจับกับ Fe+2 ในฮีโมโกลบินได้ดี

40. เฉลย 1)

COD = Chemical Oxygen Demand เป็นค่าปริมาณ O2 ที่มีอยู่จริงในน้ำ ซึ่งออกซิเจนนี้อาจเป็นออกซิเจนของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต แต่ BOD เป็นค่าออกซิเจน ที่ได้มาจากออกซิเจนของ สิ่งมีชีวิต

41. เฉลย 3)

species คือกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่สามารถจะผสมพันธุ์กันได้ แสดงว่าจะต้องมีจำนวนโครโมโซมที่จับคู่กันได้

42. เฉลย 2)

สิ่งมีชีวิตที่เป็นโปรคารีโอต ได้แก่สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว และแบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส

43. เฉลย 3)

แม่เพรียง และถ้าสงกรานต์อยู่ในไฟลั่ม Annelida

44. เฉลย 2) ตั้งแต่ไฟลั่ม Annelia เป็นต้นไป จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น

45. เฉลย 3) จอกหูหนูเป็นเฟินน้ำ ไม่มีดอก มีการสืบพันธุ์ด้วยสปอร์

46. เฉลย 1) ลิเวิร์ตเป็นไบรโอไฟตาที่ไม่มีลำต้น ราก ใบที่แท้จริง

47. เฉลย 2) สัตว์ประเภทโฟรติสตาจะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนที่ง่าย ๆ

48. เฉลย 2) nephridia เป็นอวัยวะที่ใช้ในการขับถ่ายของสัตว์ ในไฟลั่ม แอนเนลิดา

49. เฉลย 3) การเคลื่อนที่ของโมเลกุลแบบพาสูซีพ เป็นการเคลื่อนที่ แบบไม่ต้อง ใช้พลังงาน

50. เฉลย 3) การเคลื่อนที่ของสารแบบ แอกทีฟเป็นการเคลื่อนที่ ของสาร ที่ต้องใช้พลังงาน

51. เฉลย 2) เซลล์เมมเบรนมีคุณสมบัติ เป็นเยื่อเลือกผ่าน ยอมให้สารบางอย่าง ผ่านเข้าออกเท่านั้น

52. เฉลย 1) จากรูปสายใยอาหารที่ยุ่งยากและเป็นจริงที่พบในระบบนิเวศน์

53. เฉลย 3) algae หรือสาหร่าย ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต (ในรูป) โดยวิธีการสังเคราะห์แสง

54. เฉลย 4)

ปฏิกิริยาคะตะโบลิซึม เป็นปฏิกิริยาที่มีการทำลายสารโมเลกุลใหญ่ ๆ ให้เล็กลง ปฏิกิริยาชนิดนี้เป็นปฏิกิริยาของออกซิเดชั่น ของสารอาหาร ที่มีการสูญเสีย อิเล็กตรอน และทำให้ได้พลังงาน ATP

55. เฉลย 1) ขบวนการในข้อ 1) และโจทย์จะเกี่ยวข้อง กับการหายใจ แบบไม่ใช้ออกซิเจน ที่เกี่ยวกับขบวนการหมัก โดยมีผลผลิต ที่เกิดขึ้นเป็นผลผลิต ที่มีอิเล็กตรอน และไฮโดรเจน เป็นองค์ประกอบ โดยที่อิเล็กตรอนและไฮโดรเจนได้มาจากโคเอนไซม์ NADH

56. เฉลย 2) มีลักษณะผิวปกติที่พบในทุกรุ่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

57. เฉลย 3) ถ้าเป็นการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรม X –linked dominant จะได้ลูกสาวทุกคนที่ผิดปกติจากพ่อที่ผิดปกติ

58. เฉลย 4)

บาร์บอดี คือ ลักษณะที่เป็นเป็นจุดดำ ๆ ภายในนิวเคลียส ที่เกิดจาก โครโมโซม X ที่ไม่ active 1 ตัว ใน ผู้หญิงจะมีโครโมโซม X ตัวหนึ่ง active อีกตัวไม่ active

59. เฉลย 1)

60. เฉลย 1)

โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ได้แก่ พวกโมนีรา : ไทฟอยด์, ไอกรน
โรคที่เกิดจากไวรัส ได้แก่ พวกที่เป็นอนุภาค : อีสุกอีใส คางทูม
โรคที่เกิดจากปรสิต ได้แก่ พวกยูคารีโอต : มาเลเรีย เหงาหลับ
โรคที่เกิดจากขาดไอโอดีน ได้แก่ เอ๋อ

61. เฉลย 3) บริเวณนั้นเป็น occipital lobe

62. เฉลย 2) Hypothalamus สามารถหลั่งสาร releasing factor มากระตุ้น หรือยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

63. เฉลย 2) ปกติในภาวะ reting stage จะมี Na+ อยู่ภายนอก เซลล์ประสาทมาก และภายในจะมี K+ และอิออนลบ

64. เฉลย 2) ไอริสจะทำให้สีตาแตกต่างกันไป

65. เฉลย 3) ไม่มีรงควัตถุที่จะรับแสง

66. เฉลย 4) โครงสร้างภายใน semicircular canal จะมีลักษณะที่ไวต่อการรับคลื่นเสียง

67. เฉลย 4) dorsal horn เป็นบริเวณ ที่จะให้เส้นประสาท รับความรู้สึก เข้าสู่เส้นส่วน ventral horn จะเป็นตำแหน่งที่เส้นประสาทสั่งการออก

68.เฉลย 3) เพราะ schnann cell ไม่ได้สร้างเยื่อไมอิลินหมดตลอด บริเวณที่ไม่มีเยื่อหุ้มจึงมีเป็นระยะ และเซลล์เมนเบรนมีคุณสมบัติยอมให้ประจุผ่าน

69. เฉลย 2) เม็ดเลือดขาวที่มีแกรนูลจะย่อยสารที่ Phagocytose เข้าไปและไปรวมกับไลโซโซมทำให้มีการย่อยสารที่เม็ดเลือดขาวนำเข้าสู่เซลล์ได้

70. เฉลย 2) erythrocyte คือ เม็ดเลือดแดงที่มีรงควัตถุฮีโมโกลบินอยู่

71. เฉลย 2) ต่อมทอนซิลเป็นอวัยวะน้ำเหลือง ทำหน้าที่ กำจัดเชื้อโรค ที่เข้ามาทางจมูกและปาก

72. เฉลย 3) CO2 จะรวมตัวกับน้ำได้กรดอ่อน และมีการแตกตัวให้ H+ และ HCO3

73. เฉลย 2) สำหรับ O2 จะจับกับฮีโมโกลบินในส่วนที่เป็นเหล็ก

74. เฉลย 1) กล้ามเนื้อหัวใจ มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถสกัดกระแสไฟฟ้า หัวใจจึงเต้นได้

75. เฉลย 3)

ปัจจัยของการแข็งตัวของเลือดประกอบด้วย ปัจจัยหลายอย่างดังนี้ คือ เซลล์ที่ถูกทำร้ายและเกร็ดเลือดจะปล่อย clotting factor ที่มี Ca+2 ไปกระตุ้น prothrombin ให้กลายเป็น thrombin และ thrombin จะไปกระตุ้น fibrinogen ให้เป็น ไฟบริน

76. เฉลย 2) ถ้าหมู่เลือดไม่ตรงกันจะทำให้เกิดการตกตะกอนของเลือด โดยมีการจับกันของ Antigen และ Antibody

77. เฉลย 4) ความดันโลหิตในเส้นเลือดจะสูงสุดขณะที่ออกจากหัวใจ และต่ำสุดขณะที่ไหลกลับเข้าหัวใจ

78. เฉลย 3) arteriole เป็นเส้นเลือดฝอยที่ออกจากหัวใจหลังจากรับ CO2 แล้วเส้นเลือดนี้จะเป็น venule

79. เฉลย 4) ความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายปัจจัยทั้งจากเส้นเลือดตีบ หรือ โลหิตมาก

80. เฉลย 2) ตับทำหน้าที่สร้างน้ำดี จึงมี S-ER มาก (และยังกำจัดสารพิษ)

81. เฉลย 3) อวัยวะที่ทำการ catabolism น้ำตาลต้องทำงานมากเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำตาล

82. เฉลย 3) ขาดไอโอดีนทำให้คอพอก และไม่โตเรียก โรคเอ๋อ

83. เฉลย 2) การรักษาสมดุลของแคลเซียมขึ้นกับการทำงานของ calcitonin จากต่อมไทรอยด์ และ parathormone จากต่อม parathyroid

84. เฉลย 4) ต่อมใต้สมองส่วนหน้า จะปล่อย trophic hormone มากระตุ้นการทำงานทางฮอร์โมนตัวอื่น

85. เฉลย 2) LH หรือ Lutenizing hormone สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าทำให้ไข่สุก

86. เฉลย 4) progesterone ทำให้ เอนโดมีเทรียม แข็งแรงเตรียมรับตัวอ่อน

87. เฉลย 4) อาหารมีการเคลื่อนที่ไปตามอวัยวะย่อยอาหารเรียก Peristalsis

88 เฉลย 2) Nematoda จะมีรูเปิด 2 ทางคือ ปากและทวาร

89. เฉลย 3) villi เป็นส่วนยื่นของหนังลำไส้เล็กเพื่อเพิ่มการดูดซึม

90. เฉลย 3) ตับอ่อนทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย และ ฮอร์โมน อินซูลิน-กลูคากอน ดังนั้นจึงเป็นทั้งต่อมมีท่อและไร้ท่อ

91. เฉลย 2) บริเวณ Proximal convoluted tubule มีการดูดกับเข้าสู่ renal vein ถึง 80%

92. เฉลย 1) ส่วนที่เป็น cortex เป็นส่วนรอบนอกของไต ประกอบด้วย glomerulus Bowman 's capsule, proximal convoluted tubule และ distal convoluted tubule

93. เฉลย 4) Hormone ที่เกี่ยวข้องกับการดุลกลับที่เป็นน้ำ คือ ADH

Hormone ที่เกี่ยวข้องกับการดุลกลับที่เป็น อิออน คือ aldosterone

94. เฉลย 4) Loop of Henle จะมีความเข้มข้นของสารมากสุด

95. เฉลย 2) flame cell เป็นอวัยวะขับถ่าย พบในพยาธิตัวแบน

malpighian tabule เป็นอวัยวะขับถ่ายของแมลง

96. เฉลย 4) ถ้าพ่อหมู่เลือด A แม่หมู่เลือด Bโอกาสที่ลูกชาย หรือหญิง จะมีหมู่เลือด ได้ทุกหมู่

97. เฉลย 3) โรคฮีโมฟิเลียเป็นโรคโลหิตไหลไม่หยุด เป็น sex-linked recessive บน chromosome X โอกาสผู้ชายเป็นได้มากกว่าผู้หญิง

98. เฉลย 4) เนื้อเยื่อสมองเจริญมาจาก เอคโตเดิร์ม ในขณะที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์จะมีสัดส่วนเนื้อเยื่อสมองมากเมื่อเทียบกับเนื้อเยื่ออื่น

99. เฉลย 2) actin และ myosin ต่างก็เป็น microfilament เป็นสารโปรตีน ที่เกี่ยวข้อง กับการหดตัวของกล้ามเนื้อ

100. เฉลย 2) ขบวนการ จาก

DNA ------> DNA เรียก DNA duplication

DNA ------> m-RNA เรียก Transcription

m-RNA ---> polypeptide เรียก Translation

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล